SPF กับ PA คืออะไร? เลือกกันแดดยังไงให้เหมาะกับผิวและกิจกรรม ฉบับเข้าใจง่าย
สรุปสั้น ๆ: SPF คือค่าป้องกันรังสี UVB (ตัวที่ทำให้ผิวไหม้แดง) ส่วน PA คือค่าป้องกันรังสี UVA (ตัวที่ทำให้ผิวคล้ำ หมองและแก่ก่อนวัย) การเลือกกันแดดที่ดีไม่ใช่แค่ดูตัวเลขสูงสุด แต่ต้องเลือกให้เหมาะกับสภาพผิวและกิจกรรม และที่สำคัญที่สุดคือทาให้พอและทาซ้ำ บทความนี้สรุปให้ครบจบในที่เดียว
เวลายืนเลือกกันแดดหน้าชั้นวาง หลายคนสับสนกับตัวเลขบนฉลาก ทั้ง SPF30 SPF50 PA+++ PA++++ แล้วตกลงต้องเลือกตัวไหน ยิ่งสูงยิ่งดีจริงไหม บทความนี้จะอธิบายความหมายของแต่ละค่าแบบเข้าใจง่าย พร้อมบอกวิธีเลือกให้เหมาะกับผิวและไลฟ์สไตล์ของคุณ
SPF คืออะไร
SPF (Sun Protection Factor) คือค่าที่บอกความสามารถในการป้องกันรังสี UVB ซึ่งเป็นรังสีที่ทำให้ผิวแดงและไหม้แดด ตัวเลขบอกว่าผิวจะทนแดดได้นานขึ้นกี่เท่าก่อนจะเริ่มไหม้ เช่น ถ้าปกติผิวเริ่มแดงใน 10 นาที การทากันแดด SPF15 จะช่วยยืดเวลาเป็นประมาณ 150 นาที
แต่มีความเข้าใจผิดที่ต้องรู้: ตัวเลข SPF ไม่ได้บอก “ระยะเวลา” ที่แน่นอน เพราะในชีวิตจริงผลขึ้นกับปริมาณที่ทา การทาซ้ำ เหงื่อ และกิจกรรม ที่สำคัญคือ SPF30 กรอง UVB ได้ราว 97% ส่วน SPF50 กรองได้ราว 98% ต่างกันแค่นิดเดียว แต่ SPF50 เป็นเหมือนค่าสำรองความปลอดภัยเผื่อกรณีทาไม่ถึงปริมาณที่ควร
PA คืออะไร
PA (Protection Grade of UVA) คือค่าที่บอกระดับการป้องกันรังสี UVA ซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้ผิวคล้ำ หมอง เกิดฝ้า กระ จุดด่างดำ และริ้วรอยก่อนวัย ยิ่งมีเครื่องหมาย + มาก ยิ่งป้องกันได้สูง
- PA+ ป้องกัน UVA ระดับเริ่มต้น (ปกป้องราว 2 เท่า)
- PA++ ป้องกันระดับปานกลาง (ราว 4 เท่า)
- PA+++ ป้องกันระดับสูง (ราว 8 เท่า)
- PA++++ ป้องกันระดับสูงมาก (ราว 16 เท่า)
จุดที่หลายคนมองข้ามคือ UVA นี่แหละที่ทำให้ผิวคล้ำและแก่ คนไทยที่กลัวผิวหมองคล้ำจึงควรดูค่า PA ให้ดีพอ ๆ กับ SPF
เลือก SPF และ PA ยังไงให้เหมาะกับกิจกรรม
ไม่จำเป็นต้องเลือกสูงสุดเสมอไป เลือกให้พอดีกับการใช้ชีวิตจะสบายผิวกว่า
- อยู่ในออฟฟิศ / ในร่มเป็นหลัก: SPF30 PA++ ถึง PA+++ ก็เพียงพอ
- เดินทางในเมือง / ขับรถ: SPF50 PA+++ เพราะยังเจอแดดผ่านกระจก
- กิจกรรมกลางแจ้ง / เล่นกีฬา: SPF50+ PA++++ สูตรกันน้ำกันเหงื่อ
- ไปทะเล / ภูเขา: SPF50+ PA++++ และต้องทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง
เลือกกันแดดตามสภาพผิว
นอกจากกิจกรรม สภาพผิวก็สำคัญ
- ผิวมัน เป็นสิวง่าย: เลือกสูตรบางเบา ซึมไว ไม่อุดตัน คุมมันได้ มองหาคำว่า oil-control หรือเนื้อ watery
- ผิวแพ้ง่าย: เลือกสูตรอ่อนโยน ปราศจากน้ำหอม ผ่านการทดสอบการระคายเคืองโดยแพทย์ผิวหนัง (Dermatologically Tested)
- ผิวคล้ำง่าย: เน้น PA++++ เพื่อป้องกัน UVA ที่ทำให้หมองคล้ำ
เคล็ดลับใช้กันแดดให้ได้ผลจริง
เลือกกันแดดดีแค่ไหนก็ไม่พอ ถ้าใช้ไม่ถูกวิธี จำ 3 ข้อนี้ไว้
ข้อแรก ทาให้พอ ปริมาณที่แนะนำสำหรับใบหน้าคือราว 2 ข้อนิ้วมือ หลายคนทาน้อยเกินไปทำให้ค่าป้องกันจริงต่ำกว่าบนฉลาก ข้อสอง ทาก่อนออกแดด 15-30 นาที เพื่อให้เนื้อกันแดดสร้างฟิล์มปกป้องเต็มที่ และข้อสาม ทาซ้ำทุก 2-3 ชั่วโมง โดยเฉพาะเมื่อเหงื่อออกหรือลงน้ำ นี่คือปัจจัยที่สำคัญกว่าการเลือกตัวเลขสูง ๆ เสียอีก
คำถามที่พบบ่อย
Q : SPF50 ดีกว่า SPF30 มากไหม?
A : ต่างกันเล็กน้อยในแง่เปอร์เซ็นต์การกรอง (98% กับ 97%) แต่ SPF50 ช่วยเป็นค่าสำรองเผื่อทาไม่ถึงปริมาณ เหมาะกับกิจกรรมกลางแจ้ง
Q : ต้องทากันแดดในวันที่ฟ้าครึ้มไหม?
A : ต้องทา เพราะรังสี UVA ทะลุเมฆและกระจกได้ ผิวยังโดนแม้ไม่เห็นแดดจัด
Q : กันแดดสำหรับผิวมันควรเลือกแบบไหน?
A : เลือกเนื้อบางเบาแบบ watery หรือสูตรคุมมัน ซึมไว ไม่เหนอะหนะ จะช่วยให้หน้าไม่เยิ้มระหว่างวัน
Q : ทากันแดดทับกันได้ไหมถ้าแต่งหน้า?
A : ได้ ทากันแดดเป็นชั้นแรกก่อนแต่งหน้า และระหว่างวันเติมด้วยกันแดดแบบสเปรย์หรือคุชชั่นได้
เลือกกันแดด Mille ให้ตรงกับผิวและไลฟ์สไตล์
Mille มีกันแดด SPF50+ PA++++ ให้เลือก 2 สูตร ที่ผ่านการทดสอบ In-Vivo และ In-Vitro โดยสถาบันในเกาหลี (KDRI, Solar Test Asia, Cosmax) และผ่านการทดสอบการระคายเคืองโดยแพทย์ผิวหนัง (Dermatologically Tested) เหมาะกับผิวแพ้ง่ายทั้งคู่ ต่างกันที่จุดเด่นและการใช้งาน
Mille Adapt Tone Physical UV Sunscreen SPF50+ PA++++ (กันแดดโทนอัพ ปรับผิวใสใน 5 วิ)
ถ้าคุณอยากได้กันแดดที่ช่วยให้หน้าดูสว่างใสทันทีที่ทา เหมาะกับวันออกงานหรืออยากหน้าเป๊ะแบบไม่ต้องลงเมคอัพหนา Adapt Tone ตอบโจทย์ เป็นสูตร Physical อ่อนโยน ปกป้องทันทีที่ทา ใช้เทคโนโลยี Physical UV Film-Forming ป้องกัน UVA UVB และแสงสีฟ้า พร้อมสารบำรุงตัวเด่นอย่าง Tranexamic Acid ที่ช่วยลดเลือนฝ้า กระ จุดด่างดำ Astaxanthin ลดเลือนริ้วรอย และ Beta-Glucan เสริมเกราะป้องกันผิว เหมาะกับคนที่เน้นลุคผิวกระจ่างใสและอยากดูแลเรื่องฝ้าจุดด่างดำไปพร้อมกัน
Mille Collagen Vitamin+ UV Watery Sunscreen Serum SPF50+ PA++++ (กันแดด 5 เท่า เน้นปกป้องขั้นสุด)
ถ้าคุณต้องเจอแดดจัดหรือทำกิจกรรมกลางแจ้งบ่อย Collagen Vitamin+ เป็นตัวที่ปกป้องครบเครื่องกว่า ด้วยฟิลเตอร์กันแดดรุ่นใหม่ถึง 5 ชนิด บล็อกได้ทั้ง UVA I, UVA II, UVB และแสงสีฟ้า เนื้อสัมผัสแบบ watery บางเบา ซึมไว ไม่เหนอะหนะ มาพร้อม Ectoin, Phospholipids และ Multivitamin เสริมเกราะป้องกันผิว และ Hyallagen Technology™ จากเกาหลีที่เติมความชุ่มชื้นให้ผิวดูเนียนกระชับ เหมาะกับคนที่เน้นการปกป้องสูงสุดในชีวิตประจำวันและกลางแจ้ง
สรุปสั้น ๆ เลือกตัวไหนดี
เลือก Adapt Tone (Mille Adapt Tone Physical UV Sunscreen) ถ้าอยากได้ผิวโทนอัพสว่างใสทันที เน้นดูแลฝ้าจุดด่างดำ และลุคหน้าเป๊ะวันออกงาน ส่วน Collagen Vitamin+ (Mille Collagen Vitamin+ UV Watery Sunscreen Serum) เหมาะกับคนที่เน้นการปกป้องสูงสุด เนื้อบางเบา ใช้ได้ทุกวันโดยเฉพาะวันที่ต้องเจอแดดกลางแจ้ง ทั้งสองสูตรอ่อนโยนพอสำหรับผิวแพ้ง่าย
ช้อปได้ที่ Shop Mille และทุกช่องทางออนไลน์
ข้อมูลในบทความเป็นความรู้ทั่วไป ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล หากมีปัญหาผิวเฉพาะทางควรปรึกษาแพทย์ผิวหนัง



